วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

นัสรูดินอีกสักครั้ง



เหตุผลที่แท้จริง


เพื่อนบ้านมาหานัสรูดิน

" นัสรูดิน  ข้าอยากยืมลาเจ้าสักตัว "

" ขอโทษเถอะเพื่อน " นัสรูดินตอบ  " ข้าเพิ่งให้คนยืมไป "

ทันทีที่พูดจบ  เสียงลาร้องลั่นมาจากคอกลาของนัสรูดิน

" แต่นัสรูดิน ข้าได้ยินเสียงลานี่นา อยู่โน่นไง "

นัสรูดินปิดประตูใส่เพื่อน แล้วตะโกนบอกอย่างสง่างามว่า

" คนที่เชื่อคำลามากกว่าคำคน  ไม่ควรได้ยืมอะไรสักอย่าง "






                                
                                      _______________________________________


มีประโยชน์กว่ากัึน


นัสรูดินเข้ามาพูดในโรงน้ำชาว่า

" ดวงจันทร์มีประโยชน์มากกว่าดวงอาทิตย์ "

" เพราะเหตุใดเล่า นัสรูดิน "

" ตอนกลางวันไม่มีดวงอาทิตย์ ก็ยังสว่างอยู่ดี  แต่กลางคืน ถ้าคืนใดไม่มีดวงจันทร์มันมืดมิดไปหมดทุกแห่ง "












                                           ____________________________



เหตุผล

นัสรูดินไปพบเศรษฐีคนหนึ่ง

" ขอเงินหน่อยสิ "

" เอาไปทำไม "

" ข้าอยากจะเอาไป.....เอ้อ....ซื้อช้างสักตัวครับ "

" ถ้าแกไม่มีเงินละก็ อย่าไปเลี้ยงช้างเลยวะ "

" ข้ามาขอเงิน ไม่ใช่ขอคำแนะนำนะ "






                                      ______________________________________

หน้าตาของปีศาจ

นายทุนเงินกู้ผู้หนึ่ง  ทราบข่าวว่า  นัสรูดินทรงความรู้สามารถติดต่อกับคนทั้งโลกนี้และโลกหน้าได้

จึงถามนัสรูดินว่าิ

" ปีศาจหน้าตาเป็นอย่างไรกัน "

นัสรูดินตอบว่า  " แกส่องกระจกดูก็จะรู้เอง "







                                     ______________________________________


Sampan Chanpa




วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ





                                          เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ





สมองคือส่วนสำคัญที่สุดของคนในการคิด ฝึกหัด...กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่างๆ ...หากสมองขาดการคิดและการกระตุ้น....ก็ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ ....และหากขาดการใช้งานบ่อยๆ ...เซลล์ต่างๆที่สำคัญที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสามารถ.... ประสิทธิภาพด้านต่างๆ....ก็จะดูด้อยค่าลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นคนเราจึงจำเป็นต้องบริหารสมองอยู่เสมอ ...การฝึกสมองมีหลายเทคนิคให้เลือกใช้....แต่จงใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด ....วันนี้จะมาเขียนเรื่องราวของทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดี.... และมีเทคนิคการฝึกสมองอย่างไรให้เราเป็นคนฉลาดอยู่เสมอ


จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often)
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ....ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว...ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ..ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า...กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก... แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ...กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน...ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ.... แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน... จำพวกน้ำมันปลา...สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม..น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ....ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น





นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 mins a day)
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที...เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ ผ่อนคลายสุด ๆ...ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน




ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention)
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม.. เหมือนการโปรแกรมสมองว่า...นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวัน...สมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น...ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ....เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริง...กับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่าง...จึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน




หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile)
ทุกครั้งงที่ยิ้มหรือหัวเราะ..จะมีสารเอ็นโดรฟิน...ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข...หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น...ให้มีความอยากรัก...และหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ




                                         

เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday)
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่...คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น...เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน
ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้... กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์




ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress)
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมองการให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

                                           

เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day)
ฝึก เขียนขอบคุณสิ่งดี ๆที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น...เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก...พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา.. ช่วยให้หลับฝันดี... ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย...มีความคิดสร้างสรรค์


                                        


   
ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath)
สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย ...การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ..จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง...ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น... ถ้านั่งทำงานนาน ๆ ...อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %...การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ เรียนรู้ได้....แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน.... ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดีคุณภาพชีวิตก็จะดีตาม


                                          ---------------------------------------------------



                                                                         Sampan Chanpa




วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

นัสรูดิน คนเจ้าสำราญ ๑




                                    นัสรูดิน


 รู้จักมาหลายปี แต่ก็ไม่รู้ว่า นัสรูดินเป็นใคร และอย่างที่รู้ ๆ กันชาติต่าง ๆ กล่าวอ้างว่า นัสรูดินเป็นชาติของตน ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส กรีก อาหรับ(อิหร่าน) ฯลฯ ตุรกี ถึงกับจัดงาน "วันนัสรูดิน" เป็นงานประจำปี  รัสเซียนับถือว่า  เป็น "วีรชนของประชาชนแห่งสหภาพโซเวียต"
และได้สร้างเป็นภาพยนตร์  ส่วนจีนปัจจุบันนิยมอ่านกันแพร่หลายทั่วประเทศ

                                                 ฯลฯ


หลายคนบอกว่า  นอกจากเขาจะช่วยให้จิตใจของผู้อ่าน  เฮฮา "....แต่สิ่งที่ได้รับ คือ ความบ้า ถึงกระนั้น เมื่อค้นหาปัญญาที่ลึกกว่านี้ก็หาไม่ได้ในที่อื่น

นัสรูดินเป็นใครไม่รู้ รู้แต่ว่า เขาอยู่ในใจของเราทุกคน


                                                          เรื่องที่่ ๑
                                     
                                                      (สูญทั้งชีวิต)

เมื่อครั้งที่นัสรูดินมีอาชีพเป็นคนนำคนท่องเที่ยวนั้น   คราวหนึ่งมีครูผู้ช่างซักถามคนหนึ่ง  มาว่าจ้างให้นัสรูดินนำเที่ยวทางเรือ  แต่ก่อนลงเรือ  แกช่างหาเรื่องราวมาถามนัสรูดินมากมาย จนนัสรูดินเองก็ไม่ค่อยอยากจะตอบ  ตอนหนึ่งขณะที่เรือลอยเท้งเต้งอยู่กลางน้ำครูก็ถามว่า


" อาชีพนี้ลำบากมากไหม? "

" ไม่หรอก"   นัสรูดินตอบ

" แล้วแกเคยเรียนหลักไวยากรณ์ไหม? "  ครูถามต่อ

" ไม่เคย"  นัสรูดินตอบอย่างลำคาญ

" ถ้าอย่างนั้น ชีวิตของเจ้าก็สูญไปครึ่งหนึ่งแล้วเชียวรู้ไม๊ "

นัสรูดินหาตอบประการใดไม่  ไม่ช้านัก  เกิดลมพายุจัดเรือลำน้อยโคลงและน้ำเริ่มเข้าเรือ 

" ครูครับ  ครูเคยเรียนวิชาว่ายน้ำไม๊ครับ? "

" ไม่เคยหรอก "   ครูตอบ

" ถ้าอย่างนั้น  ชีวิตของครูทั้งชีวิตต้องสูญแล้วเพราะเรือกำลังจะล่ม "


                       __________________________


                                                           เรื่องที่ ๒

                                                         (ข้าถูกเสมอ)


 " คนที่มีเหตุผลมักจะเห็นเหมือน ๆ กัน "  ข่านแห่งสมากันต์เอ่ยกับนัสรูดิน  "ก็จริงอยู่ แต่คนที่มีเหตุผลที่ว่านั้น" นัสรูดินตอบ     " เป็นเพราะ บางคนมักเห็นอะไรเพียงด้านเดียว  ทั้ง ๆ ที่มีความสำคัญทั้งสองด้าน "


ขานไม่เชื่อ  จึงเรียกประชุมปวงปราชญ์ราชบัณฑิต  ได้อภิปรายกันมากมาย  ทุกคนลงความเห็นว่า  นัสรูดินพูดไร้สาระ


วันต่อมา  นัสรูดินขี่ลาไปรอบ ๆ เมือง ด้วยการขี่หันหน้าไปทางหางลา  เมื่อมาถึงหน้าวัง  ข่านกำลัง นั่งประชุมพร้อมปวงปราชญ์  นัสรูดินกล่าวขึ้นว่า

" ข้าแต่ท่าน  ได้โปรดถามคนเหล่านี้ดูเถิดว่า  เขาได้เห็นอะไรบ้าง "

เมื่อถูกถามเช่นนั้น  ปราชญ์ทั้งหมดก็ตอบว่า  " มีคนขี่ลาแบบหลังเป็นหน้า "


" นั่นแหละคือจุดที่ข้าต้องการ "  นัสรูดินกล่าวต่อทันที  " ก็คนพวกนี้ไม่มีใครเลยที่เห็นว่า  ข้าขี่ลาถูกทางแล้ว  แต่ลามันเดินผิดทางเอง "



                                     ___________________________

                                                            เรื่องที่ ๓ 

                                                       (ปรัชญาการให้)

 เพื่อนคนหนึ่งของนัสรูดินรักเงินอย่างมาก   และที่สำคัญไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ใครเลย ไม่ช้าไม่นาน  เขาจึงร่ำรวย


วันหนึ่ง  เขากับเพื่อนเดินไปตามชายฝั่งแม่น้ำ  เพื่อนผู้นั้นลื่นและตกลงไป  เพื่อน ๆ วิ่งไปช่วยเขา  เพื่อนคนหนึ่งคุกเข่ากับพื้นดิน  ยื่นมือออกไปแล้วพูดว่า


" ยื่นมือแกมาให้ข้า  ข้าจะได้ดึงแกขึ้น "


หัวของผู้มั่งคั่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ   แต่ก็หายื่นมือให้เพื่อนไม่  เพื่อนอีกคนหนึ่งพยายามอย่างเก่าอีก

ครั้งก็ปรากฏเหมือนเดิม


ถึงคราวนัสรูดิน  เขาพูดขึ้นว่า  "  เอามือข้าไปซิ  ข้าจะฉุดขึ้นเอง "   ชายผู้ร่ำรวยรีบฉวยมือนัสรูดิน  นัสรูดินจึงฉุดเขาขึ้นพ้นน้ำ


"พวกแกไม่รู้จักเพื่อนของข้าดีพอ"   เขาพูดกับเพื่อน ๆ   " เมื่อแกพูดคำว่าเอามา  กะเขา เขาจะไม่ยอมทำตาม   แต่ถ้าแกว่าเอาไป  เขาจะรีบรับที่เดียว "




                                          ________________________

                                                                                                                                                                                      Sampan Chanpa





 









 

 







 




 

 

 

 

 
 

       
             

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้ (ตอนจบ)




                                                         โมนาลิซา  (ตอนจบ)

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ มีการขโมยรูปภาพตามพิพิธภัณฑ์ กันบ้างแล้วประปราย  ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟว์จึงได้หาแผงกระจกมากันภาพสีน้ำมันที่มีราคาแพง ๆ เพื่อกันขโมย แต่เชื่อเถอะครับขึ้นชื่อว่าขโมยมันตั้งใจขโมยจนได้ละครับ การที่เอากระจกมากันทำให้พวกที่มาชมภาพเกิดความไม่พอใจเพราะมันไม่ได้อรรถรส (Poetic flavo) เล่นภาษาปากิตสักหน่อย เสียมู้ดหมดเวลาไปดูเหมือนทำให้รู้สึกเหมือนภาพเหล่านี้อยู่ในตู้กระจก

แต่แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เช้าวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ จิตรกรผู้หนึ่งเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์   พร้อมกับนางแบบหน้าหวาน   เพื่อจะให้นางแบบไปยืนประชันโฉมกับ 
"โมนาลิซา" แต่พอไปถึงจุดที่เคยมีภาพ "โมนาลิซา" แขวนเด่นอยู่ปรากฏว่ามีแต่ความว่างเปล่า เจ้าหน้าที่เองก็ยังไม่รู้จับมือใครดมไม่ได้แปลกมันอันตรธาน (Hypochondria) ไปได้อย่างไรหว่า

เห็นแต่กรอบกระจกตกอยู่ข้างบันไดและที่อยูข้าง ๆ ก็คือกรอบรูป เจ้าหน้าที่จึงย่อมประกาศความโง่และออกแถลงการณ์ย่อมรับความอับอายขายหน้าสุดขีดว่าภาพอมตะ "โมนาลิซา"ได้ถูกขโมยเอาไปเสียแล้ว !

หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดี  เพราะใคร ๆ ก็อยากอ่านรายละเอียด คนที่ต้องพลอยรับบาปเป็นพวกแรกก็คือคนเยอรมันทั้งหมดที่อยู่ในปารีส  เพราะถูกตำรวจตั้งข้อสงสัยว่าผู้ร้ายรายนี้ต้องเป็นคนเยอรมันแน่  เพราะช่วงนั้นฝรั่งเศสกับเยอรมันกำลังฮึ่ม ๆ แยกเขี้ยวเข้าใส่กันอยู่เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งเรื่องดินแดนในมอร็อคโค งานนี้เยอรมันโกรธมาก ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่ย่อยกับยุยงสงเสริมพวกของตัวเองให้โกรธและเกลียดพวกเยอรมัน เรื่องทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่


หนังสือพิมพ์ฝรั่งฉบับหนึ่งได้เสนอตั้งรางวัลสี่หมื่นฟรั่งค์ให้แก่ผู้ที่สามารถนำภาพนี้มาส่งคืนที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น แต่ก็เงียบ  ไม่มีใครรู้ว่านงนุช "โมนาลิซา" ไปแอบนอนยิ้มอยู่ที่ไหน

หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งเพิ่มรางวัลให้สูงขึ้นโดยเพิ่มเป็นห้าหมื่อนฟรังค์  ส่วนอีกฉบับหนึ่งซึ่งเชื่อในเรื่องเวทย์มนต์คาถาได้ลงคำขอร้อง  อ้อนวอนไปถึงบรรดาคนทรงทั้งหลายให้พยายามช่วยกันหน่อยถ้าใครรู้ว่ารูปนี้ถูกซุกซ้อนอยู่ที่ไหน ก็ขอได้โปรดแจ้งให้ทางจังหวัดหรืออำเภอทราบโดยด่วนด้วย  ฝรั่งเศสทั้งประเทศไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว  เป็นตายอย่างไรก็ต้องระดมกำลังกันทั้งตำรวจคนทรง ตาเถร ยายชี และนายอำเภอ เพื่อเอา นงนุช "โมนาลิซา" คืนมาให้จงได้

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ประชุมเคร่งเครียดกัีนเกือบทุกวัน  ในที่สุดมีนายตำรวจหัวแหลมคนหนึ่ง  เสนอความคิดขึ้นว่า  คนที่ขโมยเอาไปจะต้องมีความรักรูปนี้อย่างหลงใหล ไม่งั้นคงไม่กล้าเสี่ยงคุกตารางมาทำโจรกรรมขนาดมหึมาพิลึกพิลั่นแบบนี้ และคนที่รักศิลปะอย่างบ้าคลั่ง ก็จะต้องควรเป็นศิลปิน! เพราะฉะนั้นต้องเรียกศิลปินทุกคนบรรดามีมาสอบสวนให้หมด  แม้แต่ปีกาสโซ ก็ถููกเชิญมาสอบปากคำในคราวนั้นด้วย

อีกสามสี่วันต่อมา  ตำรวจได้หลักฐานว่า  กวีเอกชื่อ อะโปลิแนร์ มีความรักฝังใจรูป "โมนาลิซา" เป็นพิเศษ ได้เคยเขียนโอดครวญพรรณนาความรักของเขาไว้เป็นกลอนหลายบท  ท่านกวีเอกก็เลยซวยไป ถูกจับและถูกตำรวจสอบสวนซักไซ้อยู่หลายชั่วโมง ลงท้ายก็เหลวอีกตามเคย

สองปีผ่านไปโดยไม่มีร่องรอยว่าเจ้าโจรใจเด็ดที่แอบเอา "โมนาลิซา" ไปฝังดิน หรือซุกไวัใต้หลังคาที่ไหน

อยู่มาวันหนึ่ง  พ่อค้าระดับเศรฐีชาวฟลอเรนซ์ ซึ่งประกอบธุรกิจค้า ๆ ขาย ๆ เกี่ยวกับงานศิลปะ มีลูกค้าประเภทเสี่ยใหญ่จ่ายเงินแสนโปรยปรายได้เป็นว่าเล่นถ้าเผื่อเกิดชอบใจภาพสีน้ำมันภาพหนึ่งภาพใดขึ้นมา  พ่อค้างานศิลปะคนนี้ชื่อ อัลเฟร็ด เกรี มิใช่เป็นคนเกเรอะไรหรอก แก่ชื่อเกรีไปงั้นเอง อีตาเกรีแก่อยากจัดนิทรรศการศิลปกรรมครั้งใหญ่ให้เลื่องชื่อระบือไกล  จึงลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ว่าผู้ใดมีรูปเขียน หรือรูปปั้นที่ดีวิเศษอยากจะขายขอให้ติดต่อมา แกจะได้รวบรวม
"ของดีวิเศษแห่งยุค" มาตั้งแสดงให้เป็นขวัญตาขวัญใจแก่ชาวโลก  ทั้งนี้เพื่อความหฤหรรษ์บันเทิงสุขของผู้รู้รักศิลปะทั้งผอง (และเพื่อกระเป๋าของแกเองด้วย)

อีกสองอาทิตย์ต่อมา  พ่อค้าคนนี้ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเขียนมาจากปารีส  เจ้าของจดหมายลงชื่อสั้น ๆ แต่เพียงว่า "เล็นนารด์" บอกมาว่าเขามีรูป "โมนาลิซา" อยู่ในครอบครอง และยินดีจะขายให้ถ้าได้ราคาสูงถูกใจ เพราะต้องการให้รูปนี้กลับไปอยู่ที่อิตาลี ซึ่งเสมือนเป็นบ้านเกิดของรูปนี้

 พ่อค้าเมืองฟลอเรนซ์แกอ่านจดหมายแล้วก็นึกในใจว่า เจ้าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ถ้าไม่บ้าก็คงจะเมา  แต่มานึกอีกทีหมอนี่อาจเป็นพ่อค้างานศิลปะระดับกระจอก ซึ่งเพิ่งจะย่างเข้ามาสู่วงการ ก็เลยถูกตุ๋นรับซื้อเอาของปลอมเข้าไว้  เพราะในยุโรปนั้นเขาปลอมภาพเขียนออกขายกันเกร่อ 
แบบที่เมืองไทยก็ปลอมพระเครื่องกันยังไงยังงั้นเชียว  ต้องระดับเซียนจริง ๆ จึงจะดูออกแต่โดยมรรยาท  พ่อค้าเมืองฟลอเรนซ์  จึงเขียนจดหมายตอบสั้น ๆ ไปว่า เขากำลังมีธุระการงานยุ่ง  ไม่สามารถจะไปปารีสได้ แต่ถ้ามาพบเขาที่ฟลอเรนซ์ได้  เขายินดีที่จะรับพิจารณาภาพนั้น และถ้าเป็นภาพ "โมนาลิซา" ของจริงละก็ เรื่องราคาขอให้วางใจเถอะเขาสู้ไม่อั้น  ขอแต่เพียงเป็นของแท้ก็แล้วกัน

ทางปารีสโทรเลขตอบมาว่า  จะมาเยี่ยมนายเกรี  ที่ออฟฟิศ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ นายเกรีนั้นกระหยิ่มใจอยู่ว่า ในวงการยุทธจักรศิลปะ ฝีมือเขาก็ระดับเซืยนเหยีบเมฆคนหนึ่ง ไม่ยอมให้ใครมาแหกตาเอาแน่ แต่คราวนี้พอได้รับโทรเลขก็นอนไม่หลับ ต้องไปขอแรงอธิบดีกรมศิลปากร....เอ๊ย-ไม่ใช่.....ต้องไปขอแรง จิโอวันนิ ป๊อกกี ผู้อำนวนการหอภาพ UFFZI อันมีชื่อเสียงแห่งฟลอเรนซ์  ให้มาช่วยดูกันหน่อย ต้องเผื่อกันเหนียวกันไว้ก่อน จะได้ไม่พลาด

พอถึงวันนัดหมาย  ชายคนนั้นจากปารีสที่อ้างตัวเองว่าชื่อ "เล็นนาร์ด" ก็โผล่เข้ามาที่สำนักงานของนายเกรี  เมื่อเวลา ๑๕.๑๕ น.  หมอนี่เป็นคนร่างเล็ก  อายุอานามก็คงจะสามสิบกว่า ๆ ไว้หนวดรุงรัง นัยน์ตาปรือคล้ายเพิ่งจะตืนนอน

นายเกรีแนะนำให้ "เล็นนาร์ด" รู้จักกับผู้อำนวยการหอศิลปแล้วกล่าวว่า "จะให้เราชมภาพของคุณหรือยัง?"  "ไปดูกันที่โฮเต็ลดีกว่า" คือคำตอบ

 โฮเต็ลที่เขาพักอยู่นั้น เป็นโฮเต็ลเล็ก ๆ ราคาถูก "เล็นนารด์" เดินนำหน้าพาคนทั้งสองขึ้นไปถึงชั้นสาม  พอเข้าไปในห้องพักแล้วเขาก็ล็อกประตูด้วยความรอบคอบ 

นายเกรีมือไม้สั่นไปหมด  ขณะที่จ้องดู "เล็นนาร์ด" เดินตรงรี่ไปที่เตียงนอน  แล้วก็ดึงเอาลังไม้สีขาวออกมาจากใต้เตียง  ในลังใบนั้นรุงรังไปด้วยสิ่งซึ่งควรจะเรียกว่าเศษขยะมากกว่า คือมีรองเท้าเก่า ๆ ขาดแล้วหกเจ็ดคู่ หมวกที่เก่าสกปรกยับยู่ยี่หนึ่งใบ  เศษผ้าเก่า ๆ กะรุงกะริ่งอีกเยอะแยะและมีแม้กระทั้งแมนโดลิน  เจ้าของรื้อของต่าง ๆ กระจุยกระจายเอาออกมาวางไว้นอกลังแล้วก็ล้วงลึกลงไปก้นลังอีกที  คราวนี้ควักเอาของอย่างหนึ่งออกมา  ซึ่งหอเอาไว้ด้วยผ้าไหมสีแดง

เขาค่อย ๆ บรรจงวางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม และพอเอาผ้าคลุมสีแดงออกแล้ว  อนงค์นาง
"โมนาลิซา" ก็เผยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ออกมา !

นายเกรีพ่อค้าชาวฟลอเรนซ์  ประคองอุ้มภาพนั้นไปที่หน้าต่างประสงค์จะดูให้เต็มตา และเปรียบเทียบกับภาพถ่าย ซึ่งได้เตรียมเอาติดตัวมาด้วย

ให้ตายเถอะ !  ของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ! หันไปขอความเห็นท่านผู้อำนวยการหอศิลป์ว่า

"ว่าไงครับท่าน ?...มีอะไรหน้าสงสัยไหมครับ ?"

ท่านผู้อำนวยการหอศิลป์  ผู้เจนจบวิทยายุทธ์ในทุกกระบวนท่าของศิลปะ พยักหน้าหงึก ๆ ว่า

"ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ...แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือของแท้...คุณดูนี่สิ...หมายเลขแค็ตตาล็อกของลูฟว์ตรงกันกับในรูปถ่ายเปี๊ยบเลย"

เล็นนาร์ดบอกว่า เขาขอห้าแสนลีร์  สำหรับรูปนี้ (ประมาณหนึ่งแสนเหรียญอเมริกัน ถ้าคิดเทียบกับเงินตอนนั้น)   

"เราย้ายภาพนี้ไปที่หอศิลปของผมดีกว่า  จะได้ส่องดูและพิจารณาตรวจตรากันให้ถนัดถนี่กว่านี้" ท่านผู้อำนวยการว่าและเล็นนาร์ดก็ไม่ขัดข้อง

ทั้งสามคนจึงลงจากห้องพร้อมกันกับห่อของ  พอลงมาถึงชั้นล่าง  พนักงานของโฮเต็ลร้องตะโกนออกมาว่า
"อย่าเพึ่งไป...จะหอบของออกไปแบบนี้ไม่ได้นะ!....ที่หอบเอาไปน่ะอะไร ?"

เล็นนาร์ดตอบว่า  ในนี้คือรูปภาพ เราจะเอาไปที่หอศิลป์...อย่ากลัวไปหน่อยเลย  เราไม่หนีไปไหนหร็อกน่ะ"

พนักงานหญิงของโฮเต็ลจำหน้าท่านผู้อำนวยการใหญ่ได้  แบบคนไทยย่อมจำหน้าท่านสุภัทรดิศ  ดิศกุลได้ทุกคน  จึงยอมให้คนทั้งสามออกไปจากโฮเต็ลได้


นายเกรีพ่อค้าชาวฟลอเร็นซ์หัวเราะครึกครื้นเมื่อพ้นออกมาจากโฮเต็ลแล้ว  และพูดว่า "ถ้าหากยามของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์จะมีความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกับพนักงานโฮเต็ลคนนนี้ละก็....."โมนาลิซา" ก็คงไม่มีโอกาสได้มาฟลอเร็นซ์หร็อก!"

บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางศิลปต่างมากันแน่นหอศิลป  เพื่อจะมาพิสูจน์ว่ารูปนี้เป็นของแท้หรือของปลอมกันแน่  แต่แล้วทุกคนก็ต้องยอมรับว่าแท้  ดังนั้นหนังสือพิมพ์จึงออกข่าวกันไปทั่วโลกว่า บัดนี้ได้พบ
"โมนาลิซา" ยอดเสน่ห์แล้ว

พอค้าชาวฟลอเร็นซ์ผู้นั้นสุดแสนจะตื่นเต้น  เขาพยายามตระเตรียมการอย่างดีเป็นพิเศษ  เพื่อจะเอาภาพอมตะของลีโอนาโด  ดาวินซี  ภาพนี้ไปตั้งโชว์ในงานนิทรรศการของเขา ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าหลังจากสิ้นสุดการแสดงแล้วก็ต้องคืนภาพนี้กลับไปให้พิพิธภัณฑ์ลูฟว์

ฝ่ายเล็นนาร์ด  ก็ถูกตำรวจเชิญตัวถึงในห้องพักที่โฮเต็ล  เขามิได้ขัดขืนแต่อย่างใด  เดินตามอธิบดีกรมตำรวจไปโดยดี

เขาลงชื่อไว้ในแบบฟอรม์ของโฮเต็ลว่าVincenzo Leonardo แต่จากการสอบสวนได้ความว่า เขามีนามจริงว่า  วินเซ็นโซ  เปรูยา เกิดทางตอนเหนือของอิตาลี

เขาถูกนำตัวไปยังห้องขัง   และเมื่อตำรวจซักว่า ทำไมจึงได้บังอาจขโมย "โมนาลิซา" เขาตอบชัดถ้อยชัดคำว่า "เพื่อเกียรติภูมิของอิตาลี....และเพื่อแก้แค้นนะโปเลียนที่มาขโมยเอาภาพนี้ไปจากอิตาลี.....ผมไม่ใช่โจรนะครับคุณตำรวจ  นะโปเลียนต่างหากที่เป็นทั้งโจรและขโมย !"

แน่ะ....เอากะพ่อซี !

การพิจารณาคดีนี้ครึกโครมเกรียวกราวมาก  อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยสามปี  แต่ศาลพิพากษาให้จำคุกเพียงหนึ่งปีกับสิบห้าวัน (ผมขอเสนอหน่อยเกี่ยวกับอัยการความจริงมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาจากหนักเป็นเบา นี่ดันเล่นหนักกว่าผู้พิพากษาเสียอีกผมไม่สงสัยแล้วว่าทำไมจึงต้องให้วิ่งอัยการ 55555)

"คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง" นักข่าวถามเขา เมื่อได้ฟังคำพิพากษาแล้ว

"ผมนึกว่าจะโดนหนักกว่านี้ซะอีก...."  เขาตอบช้า ๆ แล้วพูดดังแบบนักเลงท่าเรือว่า " ผมทำลงไปเพราะความรักชาติจริง ๆ ควรจะให้เหรียญตราผมจึงจะถูก"


จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็คงทั้งสงสารและเห็นใจจึงลดโทษให้  คงเหลือจำคุกเพียงเจ็ดเดือน

มีข่าวไม่เป็นทางการว่า  "อีตาเปรูยา  ที่ขโมยรูป  "โมนาลิซา"  แกไม่ได้บ๊องหรือไม่เต็มเต็งหรอก.....เพราะเมื่อออกจากคุกแล้วแกก็ได้แต่งงาน.......ถ้าแกบ้า  ผู้หญิงคนไหนเขาจะยอมแต่งงานด้วยละ





                               Mona Lisa





           Mona Lisa Song by Nat King Cole



                                          ____________________________________


Sampan Chanpa







วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้



                                          มาดามลิซา


เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ต้องค่อย ๆ อ่านนะครับ หากจะถามว่า ผมชอบอะไรมากที่สุด คำตอบสั้น ๆ ก็คือ เดินดูรูป  ลูบหรรษา  บ้าหนังสือ  แล้วดูหนังฟังเพลงไปตามเรื่อง บางท่านถึงกับลงทุนเดินทางไปถึงเยอรมัน ก็เพราะอยากจะดูรูปเขียนของ คุณถวัลย์  ดัชนี ที่เจ้าชายเยอรมัน     ผู้ร่ำรวยล้นฟ้ามาอุ้มเอาตัวถวัลย์ไปเขียนไว้ให้เป็นศรีสง่าแก่ปราสาทของท่าน

เมื่อถวัลย์ถามว่าจะให้เขียนรูปอะไร เจ้าชายก็ตอบว่า " เขียนตามใจของคุณก็แล้วกัน...เขียนอะไรก็ได้" เล่นเอาถวัลย์มึนตึบต้องไปนอนก่ายหน้าผาก  คิดแล้วคิดอีกอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าจะตกลงใจได้ว่า  ควรจะเขียนอะไรจึงจะสมกับที่เป็นผลงานของจิตรกรไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ  ใครอยากเห็นภาพนี้ของถวัลย์  ต้องไปดูที่ปราสาท  ชล็อส คร็อตทอฟ ใกล้ ๆ กรุงบอนน์ (หมายเหตุผมก็ไม่เคยไปเหมือนกันกลัวเครื่องของเครื่องบินดับ)

การเขียนภาพนั้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ศิลปอย่างหนึ่งของมนุษย์  ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณตอนที่มนุษย์ยังอยู่ในถำ  สมัยกรีกและโรมันก็มีรูปเขียนและรูปปั้นเยี่ยม ๆ  การได้เดินดูภาพเขียนสวย ๆ งาม ๆ พวกนี้ อันไหนเราไม่ชอบก็อย่าไปเสแสร้ง  ถึงนักวิจารณ์จะตะโกนว่าดีวิเศษอย่างไร ก็อย่าไปดูมัน  รูปไหนเราชอบ  ก็หยุดพินิจพิศดูให้นานหน่อย  เรียกว่าดูแบบกลืนกินกันเข้าไปเลย... นี่คือความสุขอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องลงทุนราคาแพง  หากว่าท่านยังไม่มีโอกาสไปดูถึงปารีส จะใช้วิธีซื้อหนังสือรวมภาพเหล่านี้มานอนดูเล่นไปพลาง ๆ ก่อนก็ยังได้

ในบรรดาภาพเขียนมีชื่อทั้งหลายของนานาชาติทั่วโลกนั้น  เห็นจะไม่มีภาพไหนโด่งดังและงดงามเท่ากับ "โมนาลิซา" ของ ลีโอนาโด  ดาวินซี  (คนอิตาลีออกเสียงเป็น  ดาวินชี) ทั้งไทยจีนพม่ารามัน อ้อ! เดี๋ยวจะลืมพวกฝรั่งรู้จักภาพนี้กันทั่วหน้า บางคนคนถึงกับเอาไปตั้งชื่อลูกสาวก็มี พอลูกสาวแก่ตัวลงไม่รู้จะเรียกชื่อลูกสาวว่าอย่า่งไร

ภาพ "โมนาลิซา" นี้  ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงมานานและเคยได้เห็นรูปถ่ายในหนังสือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  จนจำได้ติดตา  ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ที่ปารีส ต้องยอมรับว่าในภาพยิ้มของเธอมีเสน่ห์รัดรึงใจอย่างประหลาด (เขาว่ากันไป) มีผู้เล่าว่าเคยมีคนอิตาเลียนกะโกนใส่ในขณะที่มีคนหลายชาติยืนชมภาพโมนาลิซาในพิพิธภัณฑ์อย่างรุนแรงว่า " เลวระยำ ! นี่มันเป็นภาพของอิตาลีนี่หว่า....เขียนโดยศิลปีนอิตาลี...เป็นสมบัติของอิตาลี  ควรจะอยู่ที่อิตาลี...เจ้านะโปเลียนตัวดีใช้อำนาจไปบีบคอปล้นเอาของเรามา...ถึงได้มาตกอยู่ที่ฝรั่งเศสนี่... ทำเงินให้ฝรั่งเศสปีละไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ล้าน...."

เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัฑณ์เห็นท่าไม่ดี  เลยต้องมาเชิญกระทาชายชาวอิตาเลียนผู้นั้นออกไปเสีย (ความจริงไล่ให้ออกไป) เกรงว่าถ้าขืนปล่อยให้เจ้าหมอนั่นระเบิดอารมณ์ฟพลุ่งพล่านต่อไป อาจ
กระโดดเข้าเตะหรือเอามีดกรีดเสียหายได้ (นี่แค่ภาพนะ บ้านเราเขาพระวิหารทั้งลูกยังเสือกยกให้เขมรจัญไรจริง ๆ )


นางแบบที่มานั่งให้ ลิโอนาโด ดาวินซี  วาดภาพนี้คือ มาดามลิซา  ภรรยาคนที่สามของ Francesco del Qiocondo ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัวพันธุ์สวีสและหนังแกะดิบ (นี่ก็แสดงว่า มาดามลิซามีสามีแล้วเป็นภรรยาน้อยรำดับสามด้วย) เวลาเธอมาที่สตููดิโอเธอมาคนเดียว สามีไม่ได้คุมมาด้วย


ปกติเธอสวยหยาดฟ้าอยู่แล้ว  ไม่งั้นศิลปินเอกอย่าง ลิโอนาโด ดาวินซี  คงไม่เลือกเอามาเป็นนางแบบ  ขั้นตอนในการวาดภาพก็ยุ่งยากพอสมควร  แต่เพื่อให้ได้อารมณ์และยิ้มของเธอรัญจวนใจยิ่งขึ้น และมีการสร้างบรรยากาศให้ชื่นมื่น  ขณะที่นางแบบนั่งให้วาดนั้น มีน้ำพุเริงระบำอยู่ข้างหลังและแวดล้อมด้วยดอกไอริส (สีม่วง) และดอกลิลลี่ (สีขาว) แถมมีนักดนตรีมาขับกล่อมนางอยู่ด้วย เรื่องอาหารการกินไม่ได้กล่าวถึง ลองนึกดูเถิดว่าจะโรแมนติกสักเพียงใด เพราะเขาวาดก็เฉพาะยามโพล้เพล้เท่านั้น

ศิลปินเอกใช้เวลาวาดภาพนี้อยู่ถึงสามปี  แต่ยังไม่จุใจ  เขายังนั่งยันยืนยันอยู่เสมอว่าภาพนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ง่าย ๆ  จะไปไหนก็ต้องหอบเอาไปด้วย  เพื่อคอยแก้ไขเสริมตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย

ผู้ที่ว่าจ้างให้วาดได้แก่  พระเจ้าฟรานซิสที่ ๑ แห่งฝรั่งเศส โดยตกลงค่าจ้างกัน สี่พันเหรียญทองฟลอรินส์  พระเจ้าฟรานซิสที่ ๑ ทรงโปรดรูปนี้มาก พอได้ไปแล้วก็เอาไปแขวนในห้องสรงน้ำ
ต่อมาภายหลังภาพนี้ได้ไปแขวนแสดงอยู่ในหอศิลปที่อิตาลีเพราะถือกันว่าเป็น "เพชรน้ำเอก"

ของชาติอิตาลี  จนกระทั้งนะโปเลียน (บางครั้งก็เขียน นโปเลียน) โบนาปาร์ต กรีฑาทัพเข้าไปในอิตาลี ได้ไปเห็นภาพนี้เข้า เลยใช้อำนาจคว้าเอาไป (จริง ๆแล้วขโมยมากว่า) และเอาไปแขวนไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ (อยากจะเป็นเจ้ากับเค้าเหมือนกันสุดท้ายก็ตายหยั่งขอทานเศร้าใจจริง ๆ เหมือนใครบางคน) ตอนหลังจึงตกมาเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในกรุงปารีส ยิ้มเรียกนักท่องเที่ยวเอาเงินเข้าประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้นะครับ แต่เอาไว้เขียนคราวหน้าอีกสักตอน  ว่าภาพ โมนาลิซา ได้ อันตรธาน ไปจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในกรุงปารีสได้อย่างไร

                                                     เลโอนาร์โด ดา วินชี


                                                       โมนาลิซา



                                                        โมนาลิซา


                                    _______________________________

Sampan Chanpa












วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

รำพึงถึงโสเภณี

                                                 

                                               รำพึงถึงโสเภณี


กล่าวกันว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก   ซึ่งผมออกจะไม่เห็นด้วย  อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดต้องเป็นอาชีพ  พ่อ-แม่  เล้า  ถึงจะถูก  อาชีพที่เก่าแก่ที่สองต้องเป็นอาชีพแมงดา  โสเภณีนั้นควรจะมาที่สาม  มีข้อบันทึกไว้ว่า  แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็เคยถูกโสเภณีกล่าวหาว่าเป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ  นี่แสดงว่าในสมัยพุทธกาลโสเภณีก็ออกอาละวาดมาแล้ว


โสเภณีในเมืองไทยอุบัติขึ้นแต่เมื่อไร  เพราะเหตุไร  น่าจะได้มีการค้นคว้ากันบ้าง  น่าจะเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของพวกนักเรียนทางสังคมวิทยาได้ดีที่ดียว  วัดคณิกาผล  ซึ่งสร้างมาจากเงินลงขันของพวกคุณเธอ  ก็เป็นหลักฐานที่ดีว่า  อาชีพนี้เฟื่องฟูและหยั่งรากฐานแล้วในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์



จากการครุ่นคิดของตัวเอง  ผมแบ่งโสเภณีออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑. พวกถูกบังคับทางเศรษฐกิจ  ๒. พวกถูกบังคับทางร่างกาย  ๓. พวกแรด ๔. พวกอยากรวยเร็ว จะเห็นว่าสองพวกแรกจะเป็นพวกถูกบังคับ (ความจริงน่าจะมีภาษาอังกฤษวงเล็บไว้หลังคำว่า "ถูกบังคับ" ด้วย จะได้ดูขลังเหมือนที่พวกนักวิชาการเขาชอบทำกัน) ส่วนสองพวกหลังเป็นพวกสมัครใจ (Voluntree) ผมจะลองขอขยับปากกาวิจารณ์โสเภณี ๔ ประเภทนี้ พอเป็นสังเขป


ท่านผู้อ่านได้โปรดอย่่าเข้าใจผิดว่าผมเป็นนักเที่ยวโสเภณีตัวฉกาจ   ที่ดั้นด้นไปทุกตรอกซอกซอย  เพื่อแสวงหาความสุขชั่วคราวจากพวกเธอเหล่านั้น  แต่ผมก็ขอยอมรับว่าผมไม่ใช่อริยะบุคคลขั้นไหน ๆ ก็ตามที่จะพ้นจากกองกิเลส  ในสมัยวัยหนุ่มฉกรรจ์  ผมก็เคยออกไปบ้างเป็นครั้งคราว  แต่ต้องขอแก้ตัวว่าส่วนใหญ่จะไปโดยอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Peer Pressure คือกลุ่มเขาจะไปกัน ถ้าเราไม่ไปด้วย เขาก็จะหาว่า ไอ้นี่แหย ไม่แน่จริง อะไรทำนองนั้น ก็เลยต้องติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยคน  เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ (กลายเป็นซัดทอดเพื่อนไปเสียฉิบ)


ท่านผู้อ่านที่เป็นพ่อแม่ของคนหนุ่ม ๆ ก็พึงอบรมสั่งสอนบุตรชายของท่านนะครับ พูดตรง ๆ ไปเลยไม่ต้องอ้อมค้อม  ว่าอย่าตกเป็นทาสของ Peer Pressure เพื่อน ๆ ชวนไปเที่ยวโสเภณีก็ควรจะบอกว่า นี่ไม่ใช่หนทางของลูกผู้ชาย  ลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องเอาชนะใจตัวเองได้ ต้องไม่ไปเที่ยว ถ้าไปก็เท่ากับช่วยเติมน้ำมันลงไปบนกองเพลิง  ก็จะยิ่งทำให้อาชีพอันโหดร้ายต่อจิตใจของทุก ๆ คน หยั่งรากลึกลงไปอีก  ลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องช่วยกันขจัดอาชีพนี้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทยให้หมดด้วยการบอยคอตไม่ไปเที่ยว


หันมาวิจัยกันต่อ

๑. พวกถูกบังคับทางเศรษฐกิจ (Economically Forced)

ชื่อก็บอกโต้ง ๆ อยู่แล้วว่าถูกสภาวะเศรษฐกิจบีบคั้น ไม่มีเงินจะัชื้อปัจจัยสี่ (เดี๋ยวนี้มีถึงปัจจัย ๔,๕,๖,๗,กันแล้วขายกันจนหมดตัวราคาตกก็ยังไม่พอกับตัญหาที่ต้องการ)  เพื่อดำรงชีวิตอยู่รอดได้ว่างั้นเถอะ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไม่ต้องมายึดอาชีพนี้ทั้งที่อาชีพอื่นก็มีให้ทำถมเถไปก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งถ้าจะตั้งเป็นทฤษฎีกันให้เมาปากกาก็ต้องแยกย่อยลงไปเป็นแขนงอีก เช่น ๑.๑ พวกถูกบังคับทางเศรษฐกิจและแรดด้วย ๑.๒ ฯลฯ

พวกกลุ่ม ๑.๑ นี้มีแต่ตายกับตายลูกเดียวครับ ยังไง ๆ ก็ต้องเป็นคุณตัวแน่ ๆ ณ ที่นี้เราจะเพ่งแต่เฉพาะพวกกลุ่ม ๑.๒๓ คือพวกกลุ่มถูกบังคับทางเศรษฐกิจแต่รักศักดิ์ศรี  ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนนะครับว่าพวกกลุ่ม ๑ ทั้งหมดนี้ เป็นพวกยากจน  ซึ่งก็หมายความว่ามีการศึกษาน้อยโลกทัศน์ก็ย่อมแคบไปด้วย  แต่ผมไม่ได้หมายความว่าพวกมีการศึกษาสูงแล้วโลกทัศน์จะกว้างนะครับ ในทางกลับกันพวกการศึกษาน้อยก็อาจมีโลกทัศน์กว้างก็ได้ ถ้ารู้จักขวนขวาย  ดูอย่างพระอรหันต์เจ้าในอดีตสิครับมีการศึกษากันที่ไหน  แต่ก็อาจขยายโลกทัศน์ของท่านออกไปถึงอนันต์ได้


ทั้งยากจน  โลกทัศน์แคบ  ไม่รู้เท่าทันคน  พอเข้ามาสู่เมืองมีคนเขาหลอกว่าไปทำงานกับฉันซิ งานเบา  เงินดี  ก็ไม่แคล้วต้องถลำเข้าไป  พอคิดจะเลิกก็สายเสียแล้ว  ไหน ๆ ก็เปื้อนโคลนเสียแล้วล้างยังไงก็ไม่ออก  ก็โดดลงโคลนมันไปเสียเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว  พวกนายหน้าแม่เล้าบางคนก็อาจเติมปรัชญาชีวิตลงไปให้อีกว่า  เฮ่ย!  อย่าไปคิดมากอะไรเลย  ของมันไม่เห็นจะสึกหรออะไร สบาย ๆ ได้เงินดีจะไปอาทรร้อนใจทำไม่


เรื่องพ่อแม่ขายลูกสาวให้ไปเป็นโสเภณีในเมื่องนี่  ก็จัดเข้ากับกลุ่มนี้เหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องจริงเท็จประการใด  แต่ได้ยินบ่อยเหลือเกิน ในอเมริกาถึงกับมีรายการทีวีแพร่ภาพไปทั่วราชอาณาจักร  เขาไปถ่ายทอดการประมูลราคาเด็กสาวทางภาคเหนือ  เพื่อเอามาขายเป็นโสเภณีในกรุงเทพฯ  นัยว่ามีการตั้งปะรำเอาเด็กออกมาโชว์ตัว  แล้วประมูลกันแบบวัวควายเลย รายการนี้ผมไม่ได้ดูกับตาเพื่อนเอามาเล่าให้ฟัง  เป็นรายการชื่อ Prime Time  ของ  CBS-TV พิธีกรคือ Sam  Donaldson กับ Diane Sawyer ที่ผมเอาชื่อบุคคลและรายการลงตีพิมพ์นี้  ก็เพราะต้องการประกาศให้พี่น้องชาวไทยได้รู้ เผื่อใครคิดอยากจะประท้วงรายการนี้จะได้ระบุกันถูก  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเราต้องส่องกระจกดูตัวเราก่อนว่่า  เรื่องเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า  รัฐบาลควรจะตั้งคณะกรรมการสอบสวน  ผมว่า! ถ้าเป็นเรื่องจริงเราก็ต้องแก้ไขและขอบคุณรายการเขาที่ช่วยกระตุ้นจิตใต้สำนึกของเรา


ผมออกจะลำเอียงเข้าข้างพ่อแม่เด็ก  เรื่องการซื้อตัวเด็กอาจจะมีจริง  แต่นายหน้าอาจจะหลอกว่า  มาหาเด็กเอาไปทำงานโรงงานทอผ้าในกรุงเทพฯ  ถ้าพ่อแม่อนุญาตก็จะให้เงินเป็นการตอบแทนเท่านั้นเท่านี้  พร้อมกับมีรูปโรงงานที่มองเห็นเด็กรุ่น ๆ ทำงานกันเป็นแถว ๆ เบื่องหลังเครื่องทอผ้าให้พ่อแม่ดู  และอาจจะมีกลเม็ดล่อลวงที่แยบยลต่าง ๆ อีกมากมาย  พ่อแม่ก็ยากจนและโลกทัศน์แคบ ก็หลงเชื่อว่าลูกสาวจะไปได้ดี  ตัวเองก็จะได้เงินก้อนหนึ่งแถมยังไม่ต้องหาเผือกหามันมาเลี้ยง  อีกโสดหนึ่งด้วยเผลอ ๆ แกอาจจะฝันละเมอว่าสักปี ๒ ปีจะได้เข้าไปเยี่ยมลูกสาวในกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์กับเขาบ้าง  เกิดมาก็ไม่เคยออกไปจากหมู่บ้านเสียที  ทุกสิ่งทุกอย่างดูมันลงตัวพอดิบพอดี  ผมคิดไม่ออกว่าพ่อแม่จะขายลูกสาวให้ไปเป็นโสเภณีได้ลงคอ


ไม่ว่าจะโง่และยากจนเพียงใด  มองอีกแง่หนึ่ง  คงไม่มีนายหน้าค้าเด็กหน้าโงรายไหนจะออกไปยังหมู่บ้าน  แล้วป่าวประกาศว่าจะมาซื้อเด็กหญิงไปขายซ่อง  เรื่องนี้ถ้าจะสืบกันให้กระจ่างจริง ๆ ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ควรจะมีเจ้าหน้าที่ราชการให้ความสำคัญ  และสืบสาวเอาความกันให้ดี ทีวีช่องไหนอยากเป็นขวัญใจประชาชนก็อาจจะสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง (ปัจจุบันก็มีการทำกันอยู่อย่างต่อเนื่อง) แล้วทำสารคดีออกเผยแพร่ภาพออกอากาศ  อาจจะเป็นสารคดีที่ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีไปเลยก็ได้ฃ


๒. พวกถูกบังคับทางร่างกาย (Physically Forced)

ก็จะโดนตบตีทำร้ายร่างกายกักขังหน่วงเหนี่ยวจากพวกอาชีพเก่าแก่ที่สองของโลกนะซิครับ  อันนี้ได้มีหนังละครได้เอามาตีแผ่อยู่หลายเรื่อง  คงไม่ต้องอธิบายกันมากก็คงพอเข้าใจกันได้

๓. พวกแรด (Happily Volunteer)

ผมไม่รู้ภาษาอังกฤษเขาเรียกพวกแรดว่าอย่างไร  ก็เลยใช้คำที่วงเล็บไว้ แปลว่า พวกสมัครใจทำแล้วมีความสุข ข้อสำคัญสนุกด้วย  ได้เงินด้วย (ติดโรคต่างหากถ้ารักษาตัวไม่ดี)สบายเขาละ

๔. พวกอยากรวยเร็ว (Day-Dreamer Volunteer)

ภาษาอังกฤษที่วงเล็บไว้บอกว่าเป็นพวกฝันกลางวัน (แต่ออกหากินเวลากลางคืน) ฝันอยากมีบ้านสักหลัง รถสักคัน ตามสมัยและค่านิยมของสังคมไทย  แต่ไม่มีความสามารถทางด้านใด ๆ พอมีความสาวและความสวยอยู่ บวกกับความแรดก็เลยหันมายึดอาชีพนี้  โดยมากพวกนี้ทำงานอิสระไม่มีสำนักและรับเฉพาะขาประจำกระเป๋าหนัก ประเภทเจ้าของธุระกิจและนักการเมือง การทหารระดับสูง

จะเห็นได้ว่าสองประเภทแรกเป็นพวกที่ถูกบังคับ  ส่วนสองประเภทหลังเป็พวกสมัครใจ  พวกถูกบังคับสามารถแก้ไขให้ลดจำนวนลงได้ด้วยการกวดขันจับกุม ทลายแหล่งค้าสวาท  และให้ข้อมูลการศึกษาอาชีพ  พร้อมกับการอบรมอาชีพควบคู่กันไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติกระจายรายได้ สร้างงานพร้อม ๆ กันไป (เอ๊ะ! ฟังคุ้น ๆ หู) ส่วนพวกสมัครใจไม่มีทางที่จะแก้ไขได้  ประเทศที่เจริญแล้ว รวยแล้ว ก็มีโสเภณีพวกนี้อยู่เกลื่อนกลาด อย่างในอเมริกาก็มีมากมาย อิสระอีกต่างหาก ประเทศแถบคาบสมุทร สแกนดิเนเวีย (Scandinavian)ได้แก่ พวกปรเทศ นอร์เวย์ Norway  สวีเดน (Sweden)  ฟินแลนด์ (Finland) เดนมารก์ (Denmark) เหล่านี้เป็นต้น อย่างในอเมริกาก็มีมากมายพวกคุณเธอจะมายืนอยู่ริมถนนรนแคม เหมือนกับว่ารอใครสักคนหนึ่ง  พวกนักเที่ยวก็จะขับรถเข้ามาเทียบและต่อรองราคากัน  เมื่อเป็นที่ตกลงก็รับขึ้นรถไป  อย่างในอเมริกาต้องมีประเภทที่ห้าเข้ามาอีกคือพวกติดยา  ได้มาเท่าไร ก็เอาไปซื้อยามาฉีดเข้าเส้นกัน โม๊ด!

 เขียนถึงการจับกุม  ผมว่าต้องมีการจับกุมผู้ชายที่ไปเที่ยวด้วย  แล้วให้พิมพ์ชื่อและรูปถ่ายลงหนังสือพิมพ์ด้วย ผัวใคร ลูกชายใคร  ถูกจับจะได้จะได้เจ๋งกันได้ถูก

เมืองไทยเราได้รับสมญาว่าเป็น Sex Capital of The World (เมืองหลวงกระหรี่ของโลก) ไปแล้วสงสารเด็กนักเรียนหญิงไทยที่ไปเรียนเมืองนอก  พอบอกเขาว่ามาจากเมืองไทยก็พูดไม่ค่อยจะเต็มปากเต็มเสียง ไม่ภูมิใจและฉาดฉาน  กลัวเขาจะหาว่าเป็นอีตัวแกล้งขอวีซ่านักเรียนเข้าประเทศเพื่อจะไปหาเงิน  รัฐบาลคิดแต่จะหาเงิน (อ้อ! กู้เงินแหลก)เข้าประเทศ เงินเต็มกระเป๋าแต่ไม่มีศักดิ์ศรี  บางคนอาจจะว่าดีกว่าศักดิ์ศรีแต่ยากจน  ศักดิ์ศรีซื้อข้าวกินไม่ได้ แต่เงินซื้อได้ทุกอย่าง  แม้แต่ศักดิ์ศรีก็ซื้อได้


อันนี้ก็จริงอยู่หรอกครับ  ผมเกรงแต่ว่าเราจะไม่มีชีวิตอยู่ยืนยาวพอที่จะใช้เงินและศักดิ์ศรีได้อย่างมีความสุขเพราะจะพากันตายด้วยโรคเอดส์ ซิฟิลิส  และหนองในกันหมดประเทศเสียก่อนนะซี่ พวกที่ยังไม่ตายและเป็นโรคพวกนี้ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น


                                   


                                            ---------------------------------------